🌈 ภูเขาสายรุ้งจางเย่แห่งมณฑลกานซู่

จากภาพถ่ายในนิตยสารท่องเที่ยวและบนโลกโซเชียล ความงดงามของภูเขาสีสันสดใส ที่ชั้นหินสลับซับซ้อนเรียงตัวเป็นลวดลายหลากสี ดูแปลกตาและน่าทึ่ง ราวกับไม่ใช่เรื่องจริง ภาพเหล่านั้นค่อยๆ ก่อเกิดความตั้งใจให้อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง และกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางมากมาย รวมถึงตัวเราด้วยเช่นกัน

ภูเขาสายรุ้งจางเย่ริ้วสีแดงส้มเหลืองยามแสงเย็น

อุทยานธรณีแห่งชาติภูเขาสายรุ้งจางเย่ (张掖丹霞地质公园 - Zhangye Danxia National Geological Park) คือดินแดนที่ธรรมชาติใช้เวลาหลายล้านปีแต่งแต้มสีสันลงบนผืนแผ่นดิน ภูเขาหินทรายที่เรียงตัวเป็นชั้น เผยลวดลายสีแดง ส้ม เหลือง และน้ำตาล ซ้อนทับกันอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับภาพวาดขนาดมหึมาที่ทอดยาวอยู่ท่ามกลางผืนแผ่นดินเวิ้งว้างของดินแดนกานซู่ จนได้รับฉายาว่า “ภูเขาสายรุ้ง (Rainbow Mountains)”

เมื่อได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตนเอง เราก็ยอมรับว่า “ตรงปก” และเข้าใจทันทีว่าทำไมสถานที่แห่งนี้จึงถูกเรียกขานว่า “ภูเขาสายรุ้ง” เพราะความงดงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่ได้เกินจริงไปจากภาพที่เคยเห็นเลย หากแต่มีมิติและพลังมากกว่าที่เคยจินตนาการไว้เสียอีก

บทความนี้คือบันทึกการเดินทางและความรู้สึก ณ วินาทีที่ได้ยืนอยู่ต่อหน้ามหัศจรรย์ธรรมชาติแห่งนี้ ซึ่งโลกใช้เวลาหลายล้านปีรังสรรค์ขึ้นมาอย่างเงียบงัน

ชั้นหินหลากสีของภูเขาสายรุ้งซ้อนทับกันสุดสายตา

ลวดลายริ้วสีบนภูเขาหินทรายราวภาพวาดขนาดมหึมา

🗺️ ข้อมูลเบื้องต้นของอุทยานธรณีแห่งชาติภูเขาสายรุ้งจางเย่

📍 ที่ตั้งและสภาพภูมิศาสตร์

อุทยานธรณีแห่งชาติภูเขาสายรุ้งจางเย่ ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงราว 1,700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ห่างจากตัวเมืองจางเย่ (张掖 / Zhangye) ไปทางตะวันตกประมาณ 40 กิโลเมตร บริเวณ Hexi Corridor (河西走廊) มณฑลกานซู่ ดินแดนแห้งแล้งทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

🐫 Hexi Corridor (河西走廊) — ในบริบทประวัติศาสตร์จีน เรามักแปลเป็นภาษาไทยว่า “ทางเดินตะวันตกของแม่น้ำฮวงโห” หรือ “ระเบียงเหอซี” เป็นพื้นที่แคบยาวทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน อยู่ระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลืองกับทะเลทรายโกบี เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของ เส้นทางสายไหม (Silk Road) เป็นจุดเชื่อมจีนกับเอเชียกลางและตะวันตกมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ภูมิประเทศรอบอุทยานเป็นที่ราบกึ่งทะเลทราย สลับกับภูเขาหินและโอเอซิส ซึ่งในอดีตเคยเป็นเส้นทางสายไหมสายสำคัญ ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็น อุทยานธรณีโลก (UNESCO Global Geopark) และเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A ของประเทศจีน


📖 การเกิดขึ้นของภูเขาสายรุ้ง

ภูมิประเทศของภูเขาสายรุ้งจางเย่ เกิดจากการสะสมตัวของ ชั้นตะกอนหินทรายสีแดงและแร่ธาตุนานาชนิด เป็นเวลาหลายร้อยล้านปี ก่อนจะถูกแรงยกตัวของเปลือกโลก รวมถึงการกัดเซาะของลมและน้ำ หล่อหลอมจนกลายเป็นแนวภูเขาหินทรายที่เรียงตัวเป็นชั้น สีสันที่เห็นเกิดจากแร่ธาตุต่างชนิดในแต่ละชั้นหิน โดยเฉพาะแร่เหล็ก ทำให้เกิดสีแดง ส้ม เหลือง น้ำตาล และเขียว ลักษณะเฉพาะนี้เรียกว่า Danxia Landform (丹霞地貌)


🏞️ ประวัติและการจัดตั้งอุทยาน

อุทยานธรณีแห่งชาติภูเขาสายรุ้งจางเย่มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 300-500 ตารางกิโลเมตร พื้นที่แห่งนี้เริ่มได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในช่วงต้นทศวรรษ 2000

  • ได้รับการจัดตั้งเป็น อุทยานธรณีระดับมณฑลในปี 2005
  • ยกระดับเป็น อุทยานธรณีแห่งชาติของจีนในปี 2016
  • ได้รับการรับรองเป็น อุทยานธรณีโลก (UNESCO Global Geopark) ในปี 2019

🍃 ฤดูกาลที่เหมาะในการไปเที่ยว

  • พฤษภาคม - ตุลาคม: อากาศดีที่สุด สีภูเขาชัด
  • กันยายน: ถือว่าสวยและสมดุลที่สุด ทั้งแสง อากาศ และท้องฟ้า

⏰ ช่วงเวลาที่เหมาะในการเข้าชม

ช่วงบ่ายแก่ถึงเย็น (ประมาณ 15.30-18.30 น.) เป็นช่วงที่แสงแดดตกกระทบด้านข้างของภูเขา ทำให้สีสันชัด ลึก และมีมิติที่สุด

ช่วงเช้า สีจะดูนุ่มกว่า เหมาะกับบรรยากาศเงียบสงบและนักท่องเที่ยวน้อย

👉 นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเลือก รอบบ่าย-เย็น เพื่อรอแสงใกล้พระอาทิตย์ตก


🚗 การเดินทางจากเมืองจางเย่

ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองประมาณ 40-60 นาที โดยรถยนต์หรือรถบัสท่องเที่ยว เหมาะสำหรับการเที่ยวแบบไป-กลับภายในครึ่งวัน


🕒 เวลาเปิด-ปิดโดยประมาณ

  • พฤษภาคม-ตุลาคม: 06:30-18:00
  • พฤศจิกายน-เมษายน: 07:30-17:00
  • แนะนำเผื่อเวลาอย่างน้อย ครึ่งวัน สำหรับการเดินชมจุดชมวิวต่างๆ

🎫 ตั๋วเข้าอุทยาน

ราคาสำหรับผู้ใหญ่ (ฤดูกาลท่องเที่ยว) ค่าเข้าอุทยาน (54 CNY) + ค่ารถชัตเติลบัสชมวิว (38 CNY) = 92 CNY

ราคาสำหรับผู้สูงอายุ (60-69 ปี) ค่าเข้าอุทยาน (27 CNY) + ค่ารถชัตเติลบัสชมวิว (38 CNY) = 65 CNY

เพื่อความสะดวก สามารถจองซื้อออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ ทริปดอทคอม (Trip.Com)


🚶‍♂️ การเที่ยวภายในอุทยาน

ภายในอุทยานมีระบบรถบัสรับส่งไปยังจุดชมวิวหลัก 4 แห่ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นแท่นชมวิวแต่ละจุดได้ไม่ยาก เหมาะกับการเที่ยวแบบสบายๆ ไม่ต้องเดินเขาหนัก

🌎 เรื่องราวธรณีวิทยาของภูเขาสายรุ้งจางเย่ (ฉบับเข้าใจง่าย)

ภูเขาสายรุ้งจางเย่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการทางธรรมชาติที่ใช้เวลายาวนานหลายร้อยล้านปี จนกลายเป็นภูมิประเทศสีสันแปลกตาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

🌊 จุดเริ่มต้นจากก้นทะเล

  • เมื่อราว 500-540 ล้านปีก่อน พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของทะเลโบราณ
  • ตะกอนจากทราย โคลน และแร่ธาตุต่างๆ ค่อยๆ ทับถมกันเป็นชั้นๆ ใต้ผิวน้ำ
  • แต่ละช่วงเวลามีสภาพแวดล้อมต่างกัน ทำให้ตะกอนที่สะสมมีองค์ประกอบไม่เหมือนกัน

⛰️ การยกตัวของแผ่นเปลือกโลก

  • การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่ก่อให้เกิดเทือกเขาหิมาลัย
  • ทำให้ชั้นหินเหล่านี้ถูกยกตัวขึ้นเหนือระดับน้ำทะเล และเอียงตัวเป็นแนวลาด
  • จากนั้นแรงธรรมชาติอย่างลม ฝน และน้ำ ค่อยๆ กัดเซาะจนเกิดเป็นภูเขา หน้าผา และหุบเขา

🎨 สีสันที่มาจากแร่ธาตุ

  • สีสันของภูเขาเกิดจาก แร่ธาตุที่แตกต่างกันในแต่ละชั้นหิน
  • แร่เหล็กให้สีแดงและส้ม แมงกานีสให้สีม่วง/ดำ
  • แร่ที่มีปริมาณเหล็กน้อยหรือผสมแร่ชนิดอื่น ให้สีเหลือง น้ำตาล เขียว หรือเทา
  • เมื่อชั้นหินเหล่านี้ถูกเปิดเผยจากการกัดเซาะ จึงเกิดลวดลายสีสันซ้อนทับกันอย่างเป็นธรรมชาติ

ทำไมถึงดูสวยที่สุดในบางช่วงเวลา

  • แสงแดดในช่วง บ่ายถึงเย็น จะตกกระทบกับแนวชั้นหินในมุมที่ช่วยขับสีให้เด่นชัด
  • หลังฝนตก สีของหินจะดูสดและเข้มขึ้น เนื่องจากผิวหินชุ่มน้ำ
  • ใน วันที่ฟ้าใส สีสันจะชัดเจนกว่าวันที่มีเมฆมาก

ชั้นหิน Danxia หลากสีจากแร่ธาตุต่างชนิด

✈️ การเดินทางครั้งใหม่บนเส้นทางสายไหม

ทริปเดินทางของเราครั้งนี้เป็นการตามรอย เส้นทางสายไหม (丝绸之路 / China Silk Road) เส้นทางประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวจากจีนตอนกลางสู่ดินแดนตะวันตก เราออกเดินทางจากเมืองซีอาน มุ่งหน้าสู่จางเย่ เมืองเล็กกลางผืนแผ่นดินกานซู่ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังเจียยู่กวน และสิ้นสุดที่ตุนหวง ปลายทางสำคัญของเส้นทางสายไหมในอดีต

🐫 เส้นทางสายไหม (Silk Road / 丝绸之路) — เส้นทางสายไหม คือเครือข่ายเส้นทางการค้าโบราณ ที่เชื่อมจีนกับเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และยุโรป มีบทบาทต่อการเดินทาง การค้า และการแลกเปลี่ยนอารยธรรม ต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 2,000 ปี เส้นทางเริ่มต้นที่ซีอาน ทอดผ่านจางเย่ ตุนหวง คัชการ์ เมืองโอเอซิสแห่งเอเชียกลาง เชื่อมต่อไปยังซามาร์คันด์ บูคารา และเมิร์ฟ เมืองศูนย์กลางการค้าคาราวานของโลกโบราณ ผ่านดินแดนเปอร์เซีย สู่แบกแดด และดามัสกัส แหล่งรวมความรู้ ศาสนา และวัฒนธรรมสำคัญของยุคกลาง การเดินทางสิ้นสุดที่คอนสแตนติโนเปิล ก่อนกระจายต่อไปตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และยุโรปตะวันตก

เราเริ่มต้นที่ สถานีรถไฟความเร็วสูงซีอานเหนือ (西安北站 / Xi’an North Railway Station) มุ่งหน้าสู่เมือง จางเย่ (张掖 / Zhangye) เมืองเล็กทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ระยะทางราว 1,150 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณหกชั่วโมง

สถานีรถไฟความเร็วสูงซีอานเหนือ

โถงผู้โดยสารสถานีซีอานเหนือ

รถไฟความเร็วสูงมุ่งหน้าสู่จางเย่

ตลอดเส้นทางจากซีอานสู่จางเย่ ภูมิประเทศค่อยๆ เปลี่ยนจากความหนาแน่นของเมืองใหญ่ เป็นที่ราบและเนินดินสีเหลือง ก่อนเปิดออกสู่หุบเขา ทุ่งหญ้าแห้ง และผืนแผ่นดินกึ่งทะเลทรายอันเงียบสงบของเส้นทางสายไหมในอดีต

ภูมิประเทศเนินดินสีเหลืองมองจากรถไฟ

ทุ่งหญ้าแห้งและภูเขาระหว่างเส้นทาง

ผืนแผ่นดินกึ่งทะเลทรายของเส้นทางสายไหม

วิวหุบเขาเปิดกว้างช่วงใกล้ถึงจางเย่

เราเลือกพักในตัวเมืองจางเย่เป็นเวลา 2 คืน เพื่อใช้เวลาเดินทำความรู้จักเมืองก่อนออกเดินทางสู่ไฮไลต์สำคัญในวันถัดไป แม้นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเลือกพักในย่านใกล้อุทยาน ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตร

บรรยากาศตัวเมืองจางเย่ยามเย็น

บ่ายวันแรกหลังจากเช็คอิน เรามุ่งหน้าไปสัมผัสพลังศรัทธาและความเก่าแก่ที่ วัดพระใหญ่ (大佛寺 / Dafo Temple) วัดสำคัญซึ่งตั้งอยู่อย่างสงบกลางเมืองจางเย่ สถานที่แห่งนี้มีประวัติยาวนานกว่าพันปี สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1098 ในสมัยราชวงศ์เซี่ยตะวันตก (Western Xia) เดิมรู้จักกันในชื่อ “วัดกัสสปะตถาคต” ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมระดับชาติ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 4A (AAAA) ของจีนอีกด้วย

ที่นี่เองยังมีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งเล่าขานกันมาว่า เป็นสถานที่ประสูติของ กุบไล ข่าน (Kublai Khan) ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หยวน อีกทั้งยังมีบันทึกว่า มาร์โค โปโล (Marco Polo) นักเดินทางผู้โด่งดัง ก็เคยพำนักอยู่ที่วัดแห่งนี้เป็นเวลานานเกือบหนึ่งปี ระหว่างการเดินทางบนเส้นทางสายไหม ทำให้วัดพระใหญ่ไม่เพียงเป็นศาสนสถานสำคัญ แต่ยังเป็นจุดตัดของประวัติศาสตร์โลกที่น่าจดจำ

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาด: หัวใจของวัดแห่งนี้คือ “พระนอน” (Reclining Buddha) ที่ประดิษฐานโดดเด่นภายในวิหารหลัก องค์พระมีความยาวถึง 34.5 เมตร และกว้าง 7.5 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์โครงไม้บุด้วยดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย อีกทั้งยังเป็นผลงานสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาจากยุคราชวงศ์เซี่ยตะวันตกที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

นอกจากความอลังการขององค์พระแล้ว รอบวิหารยังประดับด้วย ภาพเขียนฝาผนังโบราณสมัยราชวงศ์หมิง ที่ยังคงความสมบูรณ์อย่างน่าทึ่งที่หาดูได้ยากยิ่งในยุคนี้ ภายในองค์พระยังมีช่องว่างที่เล่าขานกันว่าเคยใช้เป็นที่เก็บ คัมภีร์และสมบัติล้ำค่า มานานหลายศตวรรษ

วัดพระใหญ่ต้าฝอซื่อกลางเมืองจางเย่

วิหารหลักของวัดพระใหญ่สมัยราชวงศ์เซี่ยตะวันตก

บรรยากาศสงบภายในเขตวัดพระใหญ่

เจดีย์และสถาปัตยกรรมโบราณในวัด

ตอนเย็นเราไปเดินเล่นที่ ถนนคนเดินโบราณหมิง-ชิง (明清古街 / Ming-Qing Ancient Street) ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก สวนสาธารณะกานฉวน (甘泉公园) ถนนสายนี้ยาวประมาณ 323 เมตร สร้างขึ้นในสไตล์จำลองสถาปัตยกรรมสมัยหมิง-ชิง อาคารก่ออิฐสีเทา หลังคาโค้งประดับลวดลายจีนโบราณ ให้บรรยากาศย้อนยุคเหมือนเดินอยู่ในเมืองโบราณจริงๆ

ที่นี่เป็นย่านอาหารและแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมของจางเย่ โดยเฉพาะช่วงเย็นที่ผู้คนเริ่มคึกคัก มีตลาดกลางคืนขายอาหารท้องถิ่นหลากหลาย ทั้ง ก๋วยเตี๋ยวทำมือ, แกะย่างรสเข้มแบบตะวันตกเฉียงเหนือ, และอาหารพื้นเมืองอีกหลายอย่างที่ห้ามพลาด

ถนนคนเดินโบราณหมิงชิงสไตล์ย้อนยุค

อาคารอิฐสีเทาหลังคาโค้งลวดลายจีนโบราณ

ร้านอาหารท้องถิ่นบนถนนคนเดิน

บรรยากาศตลาดเย็นย่านถนนโบราณจางเย่

🏜️ บันทึกความทรงจำที่ภูเขาสายรุ้งจางเย่

วันรุ่งขึ้น เราออกเดินทางจากตัวเมืองจางเย่ มุ่งหน้าสู่อุทยานภูเขาสายรุ้ง ระยะทางราว 40 กิโลเมตร

ถนนจากตัวเมืองจางเย่สู่อุทยานภูเขาสายรุ้ง

ภูมิประเทศกึ่งทะเลทรายระหว่างทาง

แนวเขาหินเริ่มปรากฏสีสันแปลกตา

เส้นทางช่วงใกล้ถึงเขตอุทยาน

อุทยานธรณีแห่งชาติภูเขาสายรุ้งจางเย่มีพื้นที่กว้างขวาง แบ่งออกเป็นหลายโซนหลัก เช่น

  • Linze Danxia Scenic Area / 临泽丹霞景区 อยู่ทางทิศเหนือ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวหลักในปัจจุบัน
  • Sunan Danxia Scenic Area / 肃南丹霞景区 อยู่ทางใต้ เชื่อมต่อกับพื้นที่ Binggou Danxia และบางส่วนของภูเขาสายรุ้งฝั่งใต้

โดยแต่ละโซนมีลักษณะภูมิประเทศและสีสันของชั้นหินที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของอุทยานธรณีแห่งชาติจางเย่

บริเวณทางเข้าอุทยานธรณีภูเขาสายรุ้ง

อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประตูทิศเหนือ

จุดตรวจตั๋วเข้าอุทยาน

นักท่องเที่ยวรอขึ้นรถชัตเติลบัส

รถชัตเติลบัสของอุทยานภูเขาสายรุ้ง

ประตูทางเข้ามี 3 ด้านคือ

  1. ประตูด้านทิศเหนือ (北门 / North Gate) เป็นประตูหลักของอุทยาน
  2. ประตูตะวันออก (东门 / East Gate)
  3. ประตูตะวันตก (西门 / West Gate)

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้ประตูด้านทิศเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้กับถนนหลัก Zhangye-Danxia มี Visitor Center, รถบัสเวียน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

แผนผังอุทยานและเส้นทางรถบัสเวียน

การเดินทางภายในอุทยานจะใช้ รถบัสเวียน (Shuttle Bus) เนื่องจากพื้นที่กว้างมาก และเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ทางอุทยานจึงไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งเข้าไปในโซนชมวิวหลัก

จากประตูทางเข้าทิศเหนือ มีรถชัตเติลบัสวิ่งวนระหว่างจุดชมวิวหลัก 4 แห่ง ได้แก่

  • จุดชมวิวดินแดนเทพนิยายเจ็ดสี (七彩仙缘台 / Colorful Fairyland Terrace)
  • จุดชมวิวทะเลเมฆเจ็ดสี (七彩云海台 / Colorful Cloud Sea Terrace)
  • จุดชมวิวพรมไหมเจ็ดสี (七彩锦绣台 / Colorful Embroidery Terrace)
  • จุดชมวิวแสงรุ้งยามอัสดง (七彩虹霞台 / Rainbow Radiance Terrace)

ป้ายจุดชมวิวภายในอุทยานมุมแนวตั้ง

ภูเขาสีสันแรกที่มองเห็นจากรถบัส

แผนที่จุดชมวิวทั้งสี่ของอุทยาน

📍 จุดชมวิวดินแดนแห่งเทพนิยายหลากสีสัน (七彩仙缘台 / Colorful Fairyland Terrace)

ภูเขาริ้วสีหลากสีสันที่จุดชมวิวแรก

แนวเขาสีแดงส้มตัดฟ้าใส

ทางเดินชมวิวดินแดนเทพนิยายเจ็ดสี

ริ้วชั้นหินหลากสีมุมแนวตั้ง

ลวดลายสีบนภูเขาหินทรายระยะใกล้

ทิวเขาสีรุ้งทอดยาวสุดสายตา

นักท่องเที่ยวชมวิวบนแท่นชมวิว

แนวภูเขาหลากสีและท้องฟ้ากว้าง

มุมถ่ายภาพยอดนิยมของจุดชมวิวแรก

ชั้นหินสีสันสดใสของ Fairyland Terrace

อีกฟากหนึ่งของถนนมี แท่นชมวิวมุมสูง ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์แบบขนานไปกับแนวภูเขาสีสันสดใสฝั่งตรงข้าม เป็นจุดชมวิวหลักของพื้นที่นี้ มุมมองจากด้านบนช่วยให้เห็นลวดลายชั้นหินและสีสันของภูเขาได้ชัดเจนขึ้น

แท่นชมวิวมุมสูงฝั่งตรงข้ามถนน

วิวขนานแนวภูเขาสีรุ้งจากแท่นชมวิว

ลวดลายชั้นหินมองจากมุมสูง

ทิวทัศน์พาโนรามาของดินแดนเทพนิยาย

แนวเขาสีส้มแดงสลับเหลือง

บรรยากาศจุดชมวิวช่วงบ่าย

ริ้วสีธรรมชาติบนผืนภูเขากว้าง

มุมมองสุดท้ายก่อนเดินทางต่อจุดที่สอง

อันนี้ยอมรับตรงๆ เลยว่าไม่รู้คืออะไร บันไดที่เห็นถ้าเดินขึ้นไปแล้วจะมองเห็นวิวแบบไหน ถ้าใครมีโอกาสขึ้นไปอย่าลืมมาช่วยอัพเดทกันด้วย ^^

บันไดปริศนาบนเนินเขาไกลๆ

📍 จุดชมวิวทะเลเมฆเจ็ดสี (七彩云海台 / Colorful Cloud Sea Terrace)

ที่นี่มีร้านค้าหลายแห่ง จุดชมวิวมุมสูงต้องเดินขึ้นไปยังยอดของเนินเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

จุดลงรถชัตเติลบัสที่ทะเลเมฆเจ็ดสี

ทางเดินขึ้นเนินสู่จุดชมวิวมุมสูง

บันไดสู่ยอดเนินชมวิวมุมแนวตั้ง

ร้านค้าบริเวณจุดชมวิวที่สอง

นักท่องเที่ยวเดินขึ้นจุดชมวิวทะเลเมฆ

แนวเขาสีรุ้งมองจากเนินชมวิว

คลื่นหินสีรุ้งทอดตัวเป็นริ้วหลากเฉด

ทิวทัศน์พาโนรามาจากจุดชมวิวกว้างที่สุด

ริ้วสีแดงส้มเหลืองไล่เฉดสุดสายตา

แนวภูเขาหลากสีเรียงซ้อนกันหลายชั้น

ทะเลเมฆเจ็ดสีสมชื่อจุดชมวิว

ลวดลายธรรมชาติบนภูเขาหินทราย

มุมถ่ายภาพคลื่นหินสีรุ้ง

จุดชมวิว “ทะเลเมฆเจ็ดสี” (七彩云海台 / Colorful Cloud Sea Terrace) เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่กว้างขวางที่สุดของอุทยานฯ พื้นที่เปิดโล่งทำให้สามารถเก็บภาพพาโนรามาได้เต็มตา เห็น “คลื่นหินสีรุ้ง” ทอดตัวเป็นริ้วหลากเฉด ไล่ตั้งแต่แดง ส้ม เหลือง ไปจนถึงน้ำตาลอ่อน เรียงตัวซ้อนกันสุดสายตา สมกับที่มาของชื่อ Colorful Cloud Sea หรือ ทะเลเมฆเจ็ดสี

ช่วงเวลาที่วิวสวยที่สุดคือ แสงเช้าและแสงเย็น (1-2 ชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ตก) แสงเฉียงจะช่วยสร้างมิติและเงาบนร่องเขา ทำให้สีสันชัดเจนและมีมิติมากขึ้น โดยเฉพาะหลังฝนตกไม่นาน สีของภูเขาจะสดจัดเป็นพิเศษ เหมือนธรรมชาติปรับโหมด Saturation ให้แบบไม่ต้องแต่งภาพเพิ่มเลย

แสงบ่ายตกกระทบแนวเขาสีรุ้ง

ตอนเราไปถึงเป็นช่วงเวลาบ่ายต้นๆ แดดยังแรง ทำให้ถ่ายภาพค่อนข้างยาก สีของภูเขาออกมาไม่สดใสเท่าจุดชมวิวลำดับหลังๆ ที่ไป (จุดที่ 3 และ 4) ซึ่งเป็นช่วงเย็น สีของภูเขาสายรุ้งดูสวยและนุ่มนวลกว่ามาก

ภูเขาสีรุ้งช่วงแดดแรงตอนบ่าย

แนวเขาและเงาแสงบ่ายจัด

ทิวทัศน์กว้างของทะเลเมฆเจ็ดสี

ตอนกลับมาขึ้นรถสามารถเดินลงบันไดมา หรืออาจใช้ทางเดิมเหมือนตอนขาขึ้นก็ได้

บันไดทางลงกลับสู่จุดขึ้นรถ

จุดขึ้นรถชัตเติลบัสไปจุดชมวิวถัดไป

📍 จุดชมวิวพรมไหมเจ็ดสี (七彩锦绣台 / Colorful Embroidery Terrace)

จุดชมวิวพรมไหมเจ็ดสีทางเดินไม้บนสันเขา

บันไดขึ้นสู่จุดชมวิวที่สาม

ทางเดินไม้ทอดยาวตามแนวสันเขา

七彩锦绣台 / Colorful Embroidery Terrace เมื่อลงจากรถชัตเติลบัส ต้องเดินขึ้นบันไดไปยังจุดชมวิว ซึ่งเป็นทางเดินไม้ทอดยาวไปตามแนวสันเขา ระยะทางประมาณ 200 เมตร จุดนี้สะดวกมากตรงที่เราไม่ต้องเดินย้อนกลับทางเดิม เพราะชัตเติลบัสจะขับไปรอรับเราที่จุดขึ้นรถ ตรงปลายทางลงอีกด้านหนึ่ง

เป็นการเดิน 200 เมตรที่คุ้มค่าที่สุด เพราะเราจะได้เห็นริ้วสีของภูเขาแบบใกล้ชิดในมุมต่างๆ ตลอดทางเลย

ริ้วสีภูเขาระยะใกล้ชิดจากทางเดินไม้

ลวดลายพรมไหมเจ็ดสีบนแนวเขา

ชั้นหินสีสดยามแสงเย็นเริ่มมา

ริ้วสีแดงส้มตัดเหลืองมุมใกล้

ภูเขาสายรุ้งมุมแนวตั้งจากสันเขา

ทิวทัศน์หลากสีสันตลอดทางเดิน 200 เมตร

ลวดลายชั้นหินโค้งไปตามแนวเขา

แนวภูเขาสีรุ้งมองจากจุดชมวิวพรมไหม

มุมมองจากด้านบนของจุดชมวิวเผยให้เห็นทิวทัศน์อันงดงามได้อย่างชัดเจนและเต็มตา โดยเฉพาะในช่วงที่แสงตกกระทบอย่างพอเหมาะ ทำให้รายละเอียดของภูมิประเทศยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีก หากไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ก็แทบยากจะเชื่อว่าธรรมชาติจะงดงามได้ถึงเพียงนี้

ทิวทัศน์งดงามเต็มตาจากมุมสูง

แสงเย็นขับสีสันภูเขาให้โดดเด่น

รายละเอียดริ้วสีบนภูมิประเทศ Danxia

ชั้นหินหลากสีซ้อนทับอย่างเป็นธรรมชาติ

แนวเขาสีรุ้งยามแสงเฉียงช่วงเย็น

ทางเดินไม้และวิวภูเขาสองข้างทาง

นักท่องเที่ยวถ่ายภาพริ้วสีภูเขา

มุมพาโนรามาช่วงปลายทางเดิน

ลวดลายภูเขาสายรุ้งมุมจัตุรัส

สีสันสดใสของชั้นหินยามเย็น

แนวเขาหลากสีทอดยาวไกลสุดตา

ริ้วสีธรรมชาติชัดเจนช่วงแสงเย็น

ภูเขาสายรุ้งเต็มความงามยามใกล้อัสดง

มุมถ่ายภาพสุดท้ายของพรมไหมเจ็ดสี

ทางเดินลงสู่จุดขึ้นรถปลายทาง

แนวเขาสีรุ้งมองจากจุดลงบันได

จุดขึ้นรถชัตเติลบัสฝั่งปลายทางเดิน

📍 จุดชมวิวแสงรุ้งยามอัสดง (七彩虹霞台 / Rainbow Radiance Terrace)

七彩虹霞台 / Rainbow Radiance Terrace เป็นจุดชมวิวสุดท้ายของเส้นทาง (หากเริ่มต้นจากประตูทิศเหนือ) ซึ่งเราว่าลงตัวมาก เพราะเหมือนเป็นการปิดท้ายการเดินทางด้วยภาพที่สวยที่สุดของ Zhangye Danxia จุดนี้ถือเป็นไฮไลต์ที่หลายคนรอคอยจริงๆ

จุดชมวิวแสงรุ้งยามอัสดงไฮไลต์สุดท้าย

บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ก้าวลงจากรถ เพราะที่นี่เป็นจุดเชื่อมต่อของรถชัตเติลบัสทุกเส้นทาง (ประตูตะวันออก - ตะวันตก และเหนือ) มีร้านค้า ร้านอาหาร และพื้นที่ให้นั่งพักอยู่รอบๆ ตอนที่เราไปถึง พื้นที่แทบจะเต็มแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มารอชมแสงเย็นของภูเขาสายรุ้งกันอย่างล้นหลาม

นักท่องเที่ยวแน่นขนัดรอชมแสงเย็น

บรรยากาศคึกคักบริเวณจุดชมวิวสุดท้าย

ทางเดินชมวิวท่ามกลางภูเขาสีรุ้ง

แนวเขาสีสันสดใสรอบจุดชมวิว

ริ้วสีภูเขาระยะประชิดที่จุดที่สี่

จุดเด่นของที่นี่คือการได้เดินชมทิวทัศน์ของภูเขาสายรุ้งในระยะใกล้ ราวกับยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของภูเขาสีสันสดใสอย่างแท้จริง

ริ้วลายสีแดง ส้ม และเหลืองพาดตัวตามสันเขาอย่างโดดเด่น เมื่อถูกแต่งแต้มด้วยแสงอาทิตย์อ่อนนุ่มยามเย็น ภูเขาทั้งผืนจะดูเหมือนลุกวาบขึ้นมาจากภายใน กลายเป็นภาพปิดท้ายของการเดินทางที่ยากจะลืมเลือน

ริ้วลายสีพาดตามสันเขายามแสงเย็น

ภูเขาสีรุ้งลุกวาบยามอาทิตย์อ่อนแสงมุมแนวตั้ง

สีสันเข้มข้นของชั้นหินยามใกล้อัสดง

วงล้อมภูเขาสีสันสดใสรอบตัว

แนวเขาสีรุ้งมุมกว้างช่วงแสงทอง

ทิวทัศน์ภูเขาสายรุ้งช่วงเวลาทองของวัน

ที่มุมหนึ่งของจุดชมวิว มีเนินหินสีแดงรูปทรงคล้ายเต่าที่กำลังเพ่งมองไปยังบนฟ้า

เนินหินสีแดงรูปทรงคล้ายเต่าเพ่งมองฟ้า

หินเต่าศักดิ์สิทธิ์มุมมองอีกด้าน

神龟问天 (เต่าศักดิ์สิทธิ์ตั้งคำถามถึงสวรรค์ / Divine Turtle Questioning the Heavens) — หินทรายสีแดงถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง แบ่งแยก ละลาย และพังทลายลงด้วยแรงโน้มถ่วงในช่วงยุคครีเทเชียส ก่อตัวเป็นภูมิประเทศรูปทรงคล้ายกับเต่าศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในรอบหลายร้อยล้านปี

ป้ายจารึกเรื่องราวหินเต่าศักดิ์สิทธิ์

ทางเดินขึ้นสู่จุดชมวิวสูงสุด

เมื่อเดินขึ้นไปถึงจุดชมวิวที่สูงที่สุด สายตาจะทอดไปไกลสุดขอบฟ้า เห็นทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาสายรุ้งและภูมิประเทศโดยรอบแบบพาโนรามาอย่างเต็มตา

วิวพาโนรามาสุดขอบฟ้าจากจุดสูงสุด

ภูเขาสายรุ้งและภูมิประเทศโดยรอบเต็มตา

ริ้วสีสดของภูเขายามแสงเย็นจัดเต็ม

แนวเขาหลากสีเรียงซ้อนไกลสุดสายตา

ภาพปิดท้ายอันงดงามของ Rainbow Radiance Terrace

เราใช้เวลาอยู่ที่จุดชมวิวนี้ค่อนข้างนาน เฝ้ามองแสงอาทิตย์ค่อยๆ อ่อนแสงลงจนเงามืดเริ่มปกคลุมไปทั่ว ทิ้งให้ทิวเขาสีรุ้งค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด เหมือนธรรมชาติกำลังพักผ่อนเพื่อรอเผยความสวยงามอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ จากนั้นเราจึงนั่งรถชัตเติลบัสสายเดิมกลับออกทางประตูทิศเหนือ..

แสงอาทิตย์อ่อนลงเหนือทิวเขาสีรุ้ง

เงามืดเริ่มปกคลุมภูเขาสายรุ้งยามพลบค่ำ

ภูเขาสายรุ้งจางเย่ คือคำยืนยันว่า โลกยังมีความงดงามที่ไม่ต้องปรุงแต่งซ่อนอยู่เสมอ ธรรมชาติสร้างงานศิลปะได้งดงามกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ \O.O/