หลังมื้อเที่ยง ทัวร์นกขมิ้นของเราออกเดินทางไกลอีกครั้ง จากเมืองคิวเบคซิตี้ (Quebec City) ฝั่งแคนาดา ยิงยาวข้ามพรมแดนกลับสหรัฐฯ ไปจบที่บอสตัน (Boston) ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง กว่าจะเช็คอินโรงแรมก็นั่งนับเลขสามทุ่มเข้าไปแล้ว ที่โหดกว่านั้นคือกำหนดนัดหมายเช็คเอาต์-ขึ้นรถวันพรุ่งนี้ตอน 06:00 ตรง..🙄


โปรแกรมวันนี้คือการเที่ยวเก็บตกเมืองบอสตันในช่วงเช้า ก่อนจะตีรถยาว 4 ชั่วโมงเพื่อกลับไปจบที่นิวยอร์ก (New York) ซึ่งถ้านึกถึงความเหนื่อยจากการเดินทางแล้ว การที่เรารีบทำเวลากันตั้งแต่ไก้โห่เช้านี้ก็นับว่าคุ้ม เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปถึงนิวยอร์กตอนกลางดึกให้หมดสภาพก่อนเริ่มวันใหม่อีก
บอสตัน (Boston): เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่เดินสนุกกว่าที่คิด
สารภาพว่าตอนแรกแอบคิดว่าเมืองนี้จะน่าเบื่อ เพราะใครๆ ก็พูดถึงแต่เรื่อง “เมืองมหาวิทยาลัย” กับ “เมืองประวัติศาสตร์” ฟังดูเหมือนต้องเดินดูตึกเก่ากับป้ายอธิบายทั้งวัน แต่พอได้ลองไปเดินจริงกลับติดใจ เพราะมันเป็นเมืองที่ขนาดกำลังดี เดินได้ไม่เหนื่อยเกินไป ไม่ใหญ่จนหลงเหมือนนิวยอร์ก แถมยังมีรถไฟใต้ดินที่เขาเรียกกันว่า “The T” ที่พาไปได้แทบจะทั่วเมือง (เเต่เราไม่มีโอกาสได้ขึ้น ^^)
บอสตันคือเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกา อยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1630 และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอเมริกา ทริปนี้เราเลยขอเก็บ 5 จุดเช็คอินในหนึ่งวันแบบไม่รีบร้อน ตั้งแต่มหาวิทยาลัยระดับโลก โบสถ์เก่า ล่องเรือชมอ่าว ไปจนถึงตลาดเก่าแก่ที่สุดของประเทศ มาเดินย้อนความทรงจำไปพร้อมกัน

ฮาร์วาร์ด (Harvard University) มหาวิทยาลัยที่เก่ากว่าตัวประเทศ

Harvard Yard, Cambridge – MA, United States

ตรา/สัญลักษณ์ “Veritas” ของ Harvard — คำว่า Veritas ที่แปลว่า “ความจริง” และเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เริ่มที่ดาวเด่นก่อน ฮาร์วาร์ดก่อตั้งปี 1636 ซึ่งเก่าแก่กว่าการประกาศอิสรภาพของอเมริกาถึง 140 ปี! เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ ตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำชาร์ลส์ (Charles ) นั่งสาย Red Line ลงสถานี Harvard ปุ๊บก็ถึงประตูมหาวิทยาลัยปั๊บ สะดวกดีจริง




รูปปั้นจอห์น ฮาร์วาร์ด (John Harvard Statue)
หัวใจของที่นี่คือ Harvard Yard ลานหญ้ากว้างที่ล้อมด้วยอาคารอิฐแดงสุดคลาสสิกตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 บรรยากาศจะคึกคักไปด้วยนักศึกษาเดินขวักไขว่ปนนักท่องเที่ยวที่มาเข้าคิวถ่ายรูปกับ **รูปปั้น John Harvard **

คนไปฮาร์วาร์ดร้อยละ 90 จะต้องไปต่อคิวลูบเท้าซ้ายรูปปั้น John Harvard เพื่อความโชคดี (เห็นรองเท้ามันวาวเชียว) มีเกร็ดขำๆเล่าว่า คนในเขารู้กันว่านี่คือ “Statue of Three Lies” (รูปปั้นแห่ง 3 คำโกหก) เพราะข้อมูลของรูปปั้นนี้มันผิดตั้งสามจุด:
-
โกหกเรื่องชื่อ: รูปปั้นนี้ไม่ใช่หน้าตาของ John Harvard จริงๆ เพราะไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาเขาเป็นยังไงตอนเขายังมีชีวิตอยู่ ช่างปั้นเลยต้องเอานักศึกษาหน้าตาดีคนหนึ่งมาเป็นนายแบบแทน 😊
-
โกหกเรื่องปีที่ก่อตั้ง: บนฐานรูปปั้นเขียนว่าก่อตั้งปี 1638 ซึ่งจริงๆ แล้วมหาวิทยาลัยก่อตั้งปี 1636
-
โกหกเรื่องสถานะ: ป้ายบอกว่าเขาเป็นผู้ก่อตั้ง (Founder) แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นแค่ “ผู้บริจาคเงินคนแรก” (Benefactor) ที่เสียชีวิตแล้วทิ้งเงินมรดกกับหนังสือส่วนตัวจำนวนหนึ่งไว้ให้โรงเรียน เลยถูกยกย่องเป็นชื่อมหาวิทยาลัยไป

Memorial Church of Harvard University
นี้ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญอีกจุดของ Harvard Yard สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ของฮาร์วาร์ดที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1


อาคาร Widener Library
เป็นหอสมุดที่ใหญ่ที่สุดของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) อาคารนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก (Neoclassical) ที่ดูขรึมและยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่ตั้งอยู่ภายใน Harvard Yard

Widener Library

ถ้าไปเที่ยวเอง สามารถไปลงทัวร์เดินฟรีที่นำโดยนักศึกษาจริง ออกจาก Visitor Center ในตึก Smith Campus Center ใช้เวลาเดินประมาณ 45-60 นาที ได้ฟังเรื่องราววงในที่หาอ่านไม่ได้ในกูเกิล สิ่งที่ต้องเตือนคือ ต้องจองล่วงหน้า และช่วง 25 พฤษภาคม–7 มิถุนายน ทุกปี จะเป็นช่วงรับปริญญา เขาจะปิด Harvard Yard ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า ถ้าไปช่วงนั้นพอดีจะได้แค่ยืนมองรั้ว




ก่อนกลับเเวะซื้อของที่ระลึกกันหน่อย นักท่องเที่ยวจับจ่ายกันกระจาย





เอ็มไอที (MIT) มหาวิทยาลัยที่สถาปัตยกรรมประหลาดแบบตั้งใจ

ห่างจากฮาร์วาร์ดไปตามถนน Massachusetts Avenue แค่ไม่กี่ป้ายรถไฟ ก็ถึง สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT – Massachusetts Institute of Technology) ที่นี่เป็นสถาบันการศึกษาระดับโลกอีกเเห่ง ก่อตั้งเมื่อ: 10 เมษายน ค.ศ. 1861 โดย วิลเลียม บาร์ตัน โรเจอร์ส (William Barton Rogers) นักวิทยาศาสตร์ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล
แนวคิด: โรเจอร์สต้องการปฏิรูปการศึกษารูปแบบใหม่ โดยเน้นการเรียนที่รวมเอา “สติปัญญา” (ทฤษฎี) เข้ากับ “มือ” (การปฏิบัติ) ซึ่งเป็นที่มาของคำขวัญสถาบันว่า “Mens et Manus” (Mind and Hand) ที่แปลว่า “จิตใจและมือ” นั่นเอง
ในยุคแรก MIT เคยมีชื่อเรียกไม่เป็นทางการว่า “บอสตันเทค” (Boston Tech) ก่อนจะย้ายที่ตั้งจากบอสตันมาอยู่ฝั่งเมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) ริมแม่น้ำชาร์ลส์ในปี 1916 จนถึงปัจจุบัน



ยุคสงครามโลก: MIT มีส่วนสำคัญอย่างมากในการวิจัยทางทหาร เช่น การพัฒนาระบบเรดาร์ ระบบเล็งเป้า และเทคโนโลยีที่จำเป็นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ยุคบุกเบิกเทคโนโลยี: หลังสงคราม MIT กลายเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ทั้งเรื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้แบบ Real-time (โครงการ Whirlwind) ไปจนถึงการสนับสนุนโครงการอวกาศอพอลโลที่ส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์
ทำไมถึงดังระดับโลก? นอกจากงานวิจัยที่เปลี่ยนโลกแล้ว ศิษย์เก่าและคณาจารย์ของที่นี่ได้รับรางวัลโนเบลรวมกันมากกว่า 100 คน (เน้นหนักไปทางฟิสิกส์ เคมี และเศรษฐศาสตร์)

โบสถ์ทรินิตี้ และ Copley Square (Trinity Church & Copley Square)
กลับข้ามแม่น้ำมาฝั่งบอสตัน แล้วมาที่ย่าน Back Bay ซึ่งเป็นย่านที่เราชอบบรรยากาศที่สุดในเมือง จุดศูนย์กลางคือ Copley Square ลานกว้างที่ล้อมด้วยตึกเก่ากับตึกกระจกสมัยใหม่ปนกันแบบลงตัวจนแปลกตา

แผนที่เส้นทางมาราธอน A.A. Boston แสดงเส้นทางและเขตต่าง ๆ ของที่นี่
บอสตันไม่ได้มีดีแค่ตึกสวย แต่ยังเป็นบ้านของ Boston Marathon มาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่จักกันมาตั้งเเต่ปี 1897 และเป็นแรงบันดาลใจให้คนนับล้านอยากมาเยือนเมืองนี้สักครั้ง..
เส้นชัยของบอสตันมาราธอนคือ Boylston Street ที่อยู่ติดกับ Copley Square ทำให้ย่านนี้เป็นจุดจบของการแข่งขันแบบดั้งเดิม
พื้นที่ Copley Square Park ถูกใช้รองรับงานอีเวนต์ของมาราธอนมานาน เช่น athlete services, volunteer operations และ medical tents
แม้เราจะเป็น สายเดินกิน มากกว่า สายวิ่งมาราธอน 😁 แต่บรรยากาศความฮึกเหิมของเมืองในช่วงที่จัดงานมันส่งพลังให้คนทั่วไปแบบเราต้องมนต์ไปด้วยจริงๆ^^

Fairmont Copley Plaza โรงแรมประวัติศาสตร์สไตล์ Italian Renaissance Revival ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่าน Back Bay ของบอสตัน
พระเอกของลานนี้คือ Trinity Church โบสถ์ที่สร้างเสร็จปี 1877 ออกแบบโดย H. H. Richardson จนกลายเป็นต้นแบบของสไตล์สถาปัตยกรรมที่เรียกตามชื่อเขาว่า “Richardsonian Romanesque” จุดที่คนชอบถ่ายกันคือเงาสะท้อนของโบสถ์หินก้อนใหญ่บนผนังกระจกของตึก John Hancock ที่อยู่ข้างหลัง เก่ากับใหม่ยืนคู่กันแบบนี้แหละที่ทำให้มุมนี้ดัง

ข้างในเปิดให้เข้าชม วันอังคาร–เสาร์ ประมาณ 10:00–16:30 น. และวันอาทิตย์ ค่าเข้าผู้ใหญ่ราว 10 ดอลลาร์ โบสถ์อยู่ติดสถานี Copley สาย Green Line เดินไม่กี่ก้าว

Massachusetts State House เป็นที่ทำการของรัฐบาลรัฐแมสซาชูเซตส์ อาคารนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1798 ตึกนี้จุดเด่นที่สุดคือ โดมสีทอง (ที่ใช้ทองคำเปลวปิดทับจริงๆ) ซึ่งส่องประกายจนเห็นได้ชัดจากระยะไกล และโดมสีทองนี้เองที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐแมสซาชูเซตส์


ล่องเรือชมอ่าวบอสตัน (Boston Harbor Cruise)


โรงแรม Marriott Long Wharf ซึ่งมีลักษณะเด่นคือโครงสร้างอิฐสีแดงและรูปทรงเชิงลาดที่เป็นเอกลักษณ์



เดินเที่ยวมาตั้งเเต่เช้าขาเริ่มล้า ทัวร์เราเลยเปลี่ยนอิริยาบถมานั่งเรือบ้าง การล่องเรือชมอ่าวบอสตันเป็นวิธีมองเมืองจากอีกมุมที่ขาไม่ต้องทำงาน (อันนี้ชอบ) เรือออกจาก Long Wharf ซึ่งอยู่ระหว่าง New England Aquarium กับโรงแรม Marriott Long Wharf


ทริปยอดนิยมคือ Historic Sightseeing Cruise ล่องราว 60 นาที มีบรรยายสดตลอดทาง ระหว่างทางได้เห็น USS Constitution เรือรบฟริเกตจากปี 1797 ที่เป็นเรือรบประจำการที่เก่าแก่ที่สุดในกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ยังลอยน้ำได้อยู่ รวมถึงประภาคาร Boston Light และวิวเส้นขอบฟ้าเมืองจากกลางอ่าว ค่าตั๋วผู้ใหญ่ราว 17-28 ดอลลาร์ ขึ้นกับช่วงและรอบ ใครมาหน้าร้อนแล้วมีเวลาเหลือ ที่นี่ยังมีทริปดูวาฬด้วย แต่ขอเตือนว่าใช้เวลาครึ่งวันและคลื่นแรงกว่ามาก

















ตลาดควินซี (Quincy Market) ปิดทริปด้วยของกิน
จบทริปแบบที่ท้องมีความสุขที่สุดต้องมาที่ Quincy Market ตลาดฟู้ดฮอลล์ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1826 ตั้งอยู่ติดกับ **Faneuil Hall **อาคารประวัติศาสตร์จากปี 1742 ที่เคยเป็นทั้งตลาดและที่ชุมนุมปราศรัยสมัยปฏิวัติอเมริกา จนได้ฉายาว่า “Cradle of Liberty”






ทุกวันนี้ตัวอาคารโถงยาว (Colonnade) ข้างในอัดแน่นด้วยร้านอาหารกว่า 25 ร้าน ของที่คนมาบอสตันต้องลองคือ คลัมชาวเดอร์ (clam chowder ซุปหอยข้นๆ เสิร์ฟในชามขนมปัง) กับล็อบสเตอร์โรล ที่นี่มีครบ บวกพิซซ่า ซีฟู้ด ไอศกรีม ของหวานสารพัด เดินวนเลือกจนตัดสินใจไม่ถูก (ปัญหาที่ดี^^) บรรยากาศจอแจ มีศิลปินเปิดหมวกแสดงตามลานข้างนอกเป็นระยะ










แผ่นป้ายอนุสรณ์ (Plaque) ที่อุทิศให้กับ Bill Rodgers ตำนานนักวิ่งมาราธอนผู้ชนะการแข่งขัน Boston Marathon ถึง 4 สมัย
ป้ายนี้ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณ Quincy Market หรือย่าน Faneuil Hall เป็นจุดที่สื่อถึงความผูกพันของเมืองนี้กับงานวิ่งมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ในแผ่นป้ายจะจารึกถึงความทุ่มเทของเขาที่มีต่อชุมชนบอสตันและการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการวิ่งมาราธอน

ตลาด มาถึงนั่งรถไฟลงสถานี State หรือ Government Center เดินไม่ไกล จุดนี้เป็นปลายทางของเส้นทางเดินประวัติศาสตร์ Freedom Trail พอดี ใครมีแรงเหลือเดินต่อตามเส้นอิฐแดงบนพื้นได้เลย
ข้อมูลควรรู้ก่อนไป
หัวข้อรายละเอียดทัวร์มหาวิทยาลัยฟรีทั้ง Harvard และ MIT แต่ต้องจองล่วงหน้าHarvard Yard ปิด25 พ.ค.–7 มิ.ย. ทุกปี (ช่วงรับปริญญา) วางแผนเลี่ยงถ้าอยากเข้าลานQuincy Marketเปิดจันทร์–เสาร์ ประมาณ 10:00–21:00 น. และอาทิตย์ 12:00–18:00 น. แต่ละร้านอาจเปิด-ปิดไม่ตรงกัน**งานวิ่ง Boston Marathon**จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันจันทร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน เมษายน ซึ่งตรงกับวันหยุดที่เรียกว่า “วันแพทริออต” (Patriots’ Day)รองเท้าเมืองนี้เดินเยอะมาก ใส่รองเท้าที่เดินได้ทั้งวันมา จะขอบคุณตัวเอง^^
บอสตันไม่ใช่เมืองที่หวือหวา แต่เป็นเมืองที่ยิ่งเดินยิ่งชอบ มันมีจังหวะของมันเอง เก่ากับใหม่ปนกันลงตัว มีของกินอร่อย มีเรื่องเล่าทุกหัวมุม
เราอำลาบอสตันช่วงบ่ายเพื่อเดินทางกลับสู่นิวยอร์ก จบทริปหรรษา (เดินจนขาเมื่อย) USA-Canada ได้อย่างอย่างราบรื่น ^^
\O.O/