สามพันโบก แกรนด์แคนยอนแห่งลำน้ำโขง
สามพันโบก เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่ที่อำเภอโพธิ์ไทร ห่างจากตัวเมืองอุบลฯไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 120 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นแก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำโขง ที่มาของชื่อ “สามพันโบก” มาจากการที่บนแก่งหินนี้มีหลุมหรือแอ่ง (“โบก” ในภาษาลาว) ขนาดใหญ่น้อยกระจายอยู่มากกว่า 3,000 แอ่ง
หลุมหรือโบกเหล่านี้คาดว่าเกิดจากการกัดเซาะด้วยพลังของน้ำที่ไหลวนอย่างรุนเเรงในช่วงฤดูน้ำหลาก เป็นเวลาหลายร้อยพันปีมาเเล้ว ในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำไหลหลากมาท่วม โบกเหล่านี้จะจมหายอยู่ใต้แม่น้ำ เมื่อฤดูแล้งมาถึง “สามพันโบก” ก็จะโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำให้เห็นเป็นแก่งหินขนาดใหญ่ โดยมีลักษณะรูปทรงที่แตกต่างกันไปหลายแบบ เช่นหลุมที่มีรูปร่างเป็นรูปหัวใจ หัวสุนัข จรเข้ รูปหัวมิกกี้เม้าส์ ฯลฯ



ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาเที่ยว
เดือนที่เหมาะสมในการมาเที่ยวชมสามพันโบกคือประมาณปลายปีในช่วงฤดูแล้งที่น้ำในลำโขงเริ่มลดระดับลง เริ่มตั้งเเต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนเมษา-พฤษภาคม โดยแนะนำให้จัดโปรแกรมไปเที่ยวในช่วงเช้าหรือเย็น เพราะเวลากลางวันจะร้อนมาก


ท่าเรือบริเวณสามพันโบก
เช่าเรือล่องแม่น้ำโขงสู่สามพันโบก
เราสามารถชมสามพันโบกจากมุมสูงได้ที่บริเวณตลิ่ง แล้วเดินลงไปเที่ยวชมต่อยังแก่งหินต่างๆ แต่วิธีที่นิยมกันคือเช่าเรือล่องไปตามลำน้ำโขงมายังสามพันโบก โดยเริ่มต้นที่หาดสลึงซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 4 กิโลเมตร และอาจพักค้างคืนที่บริเวณหาดสลึงด้วยก็ได้

เราเช่าเรือที่หาดสลึง (ราคาลำละ 1,000 บาท สามารถจุได้ 12 คน) ลักษณะเป็นเรือหางยาวขนาดใหญ่ กว้างขวาง ที่นั่งสะดวกสบาย อุปกรณ์ชูชีพครบครัน พร้อมไก้ด์หนึ่งคน ใช้เวลาเที่ยวประมาณ 2-3 ชั่วโมง



ล่องเรือชมวิวไปตามลำน้ำโขงสักพักจนถึงสามพันโบก เรือก็จอดให้ขึ้นไปเดินชมแก่งหินกัน



หินบางก้อนถูกกัดกร่อนจนคล้ายงานแกะสลักรูปสัตว์ รูปหัวใจ รูปมิกกี้เมาส์ หัวสุนัข จรเข้ ฯลฯหรือตามแต่จินตนาการของผู้ชม



จากแก่งหินสามพันโบก เรือล่องต่อไปอีกเล็กน้อยจนถึงบริเวณที่เรียกว่าหาดหินสี



หาดหินสี ทุ่งหินเหลื่อม
หาดหินสีหรือทุ่งหินเหลื่อม เป็นแก่งที่มีกลุ่มหินลักษณะแปลกตา คือหินในบริเวณนี้แต่ละก้อนจะมีผิวเรียบเป็นมันและปะปนไปด้วยเนื้อหินสีน้ำตาลคล้ายสีช็อกโกเเล็ต มีขนาดตั้งแต่ก้อนเล็กไปจนถึงก้อนใหญ่ มีจุดหนึ่งที่เป็นไฮไล้ต์ของที่นี่ คือหินที่ถูกกัดเซาะจนรูปร่างคล้ายกับเเจกันดอกไม้ จนถูกตั้งชื่อเรียกว่า เเจกันหินสี


ไก้ด์ของเราชี้ให้ดู ต้นหว้าน้ำ ซึ่งเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ตามพื้นหิน มีลักษณะเป็นกอ นอนลู่ไปในทิศที่กระเเสน้ำไหล บางต้นก็เหลือเเต่ก้าน มองผิวเผินคล้ายกับซากกิ่งไม้แห้ง และเล่าให้ฟังว่าในช่วงฤดูน้ำหลาก ต้นหว้าเหล่านี้จะถูกแช่อยู่ใต้ผิวน้ำจนมิดทั้งลำต้นและยอดเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน เเต่ก็ยังอยู่ได้โดยไม่ตาย พอฤดูแล้งน้ำลดลงก็จะโผล่ขึ้นมาให้เห็น แล้วเริ่มผลิใบ-เจริญเติบโตต่อไปได้อย่างน่าอัศจรรย์

หาดหงส์ ทะเลทรายสามพันโบก
จุดสุดท้ายที่เรือพาเราไปขึ้นชมคือ หาดหงส์ หรือที่นักท่องเที่ยวนิยมเรียกกันว่า ทะเลทรายสามพันโบก หาดหงส์อยู่ไม่ไกลจากเเก่งหินสามพันโบก มีลักษณะคล้ายทะเลทรายขนาดย่อมๆ เกิดจากการพัดพาของน้ำที่นำตะกอนทรายมาทับถมกันเป็นเวลานานจนเกิดเป็นพื้นทรายกว้างใหญ่



ไม่นานนักตะวันก็เริ่มคล้อยลงต่ำจนกระทั่งตกดิน เรือพาพวกเรากลับไปส่งยังท่าเรือหาดสลึง เพื่อพักค้างคืนและเดินทางต่อไปยังผาเเต้มในวันพรุ่งนี้…
