เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ย้อนยุคสยาม

แหล่งท่องเที่ยวซึ่งจำลองสถานที่และบรรยากาศแบบสมัยโบราณในเมืองไทย นอกจาก เมืองโบราณ ที่จังหวัดสมุทรปราการแล้ว เมืองมัลลิกา ร.ศ. ๑๒๔ ที่กาญจนบุรีก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียง สถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้ส่วนใหญ่มักจะทำกำไรได้ไม่มากนัก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายและต้นทุนการดำเนินงานที่ค่อนข้างสูง ทริปไปเที่ยวกาญจนบุรีของเราที่ผ่านมาได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมเมืองมัลลิกาและเกิดความประทับใจ จึงอยากเอามาเผยเเพร่แบ่งปันต่อ เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริม-สนับสนุนให้ที่นี่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมของไทยแบบนี้ไปได้อีกนานๆ

เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 เมืองจำลองบรรยากาศสยามโบราณ

เมืองมัลลิกาตั้งอยู่ที่ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค ประมาณกิโลเมตรที่ 15 ของทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางสายกาญจนบุรี-ไทรโยค เป็นโครงการที่ริเริ่มดำเนินงานโดยนักธุรกิจชาวกาญจนบุรี โดยตั้งใจที่จะจำลองให้เป็นเมืองโบราณย้อนยุคและเเสดงถึงวิถีชีวิตของชาวสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในยุค ร.ศ.๑๒๔

อาคารบ้านเรือนจำลองยุคสมัยรัชกาลที่ 5

ความเป็นมา

ความเป็นมา: ในอดีตสมัยที่เรายังมีระบบทาสกันอยู่ เคยมีการประมาณกันว่าไทยมีทาสเป็นจำนวนถึงกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เพราะเหตุว่าเมื่อพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสอีกต่อๆ กันเรื่อยไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการ ประกาศเลิกทาส โดยการออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส” ในปี ร.ศ. ๑๒๔ (พ.ศ.2448) อันคุณูปการกับบรรพบุรุษของชาวสยามในยุคปัจจุบัน

เมืองมัลลิกา ร.ศ. ๑๒๔ ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อย้อนรอยอดีตแห่งความทรงจำของสยามประเทศแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความวิจิตรบรรจง มีความสงบร่มเย็น ภายใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งสมเด็จพระปิยมหาราช

ร.ศ. คือคำย่อของ รัตนโกสินทร์ศก หรือ รัตนโกสินทร์ศักราช ถูกกำหนดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยเริ่มนับจากปีที่มีการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง คือ พ.ศ. 2325 นับเป็นรัตนโกสินทร์ศก 1 (ร.ศ. 1) แต่ในทางพระพุทธศาสนา ยังคงใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) ตามธรรมเนียมที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

บรรยากาศเมืองมัลลิกาย้อนยุครัตนโกสินทร์ศก 124

เดินชมเมืองมัลลิกา

พื้นที่ของเมืองมัลลิกามีขนาดพอประมาณ ประกอบไปด้วยอาคารบ้านเรือนที่มีรูปแบบในยุคสมัยนั้น เช่น เรือนของชาวบ้าน เรือนคหบดี เรือนหมู่ เรือนเเพ ย่านการค้า ฯลฯ โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวชมตามจุดต่างๆได้อย่างทั่วถึงโดยไม่ลำบาก เจ้าหน้าที่และคนที่ทำงานซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านในท้องถิ่น จะเเต่งตัวเหมือนผู้คนในสมัยนั้น รวมไปถึงสไตล์การใช้ภาษาและการพูดการจาที่สื่อสารกับนักท่องเที่ยว

ราคาค่าบัตรเข้าชม ผู้ใหญ่ 240 บาท เด็กและผู้สูงอายุ 120 บาท นอกจากนี้ยังมีบัตรชุดพิเศษที่รวมค่าเข้าชม ค่าเช่าชุดไทย และค่าอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ อีกหลายแบบอีกด้วย สามารถตรวจสอบโปรโมชั่นและจองออนไลน์ได้ที่ เว็บไซต์ของเมืองมัลลิกา

นักท่องเที่ยวที่มามักจะนิยมเเต่งชุดไทยเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ เช่นผู้หญิงจะเเต่งตัวด้วยผ้าสไบ โจงกระเบน ผู้ชายเเต่งตัวด้วยเสื้อราชปะแตน โจงกระเบน โดยอาจจะเตรียมชุดมาเองหรือไปเช่าที่บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าก็ได้

นักท่องเที่ยวแต่งชุดไทยย้อนยุคเดินชมเมืองมัลลิกา

ที่ทางเข้าด้านหน้า มีบริการรถลากสองล้อ ที่ในสมัยก่อนเรียกกันติดปากว่า “รถเจ๊ก” เนื่องจากคนลากส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนที่อพยพเข้ามาในสมัยนั้น ในระหว่างทางคนลากจะอธิบายให้ฟังถึงข้อมูลของสถานที่ และหยุดจอดให้ถ่ายรูป รวมถึงเป็นช่างภาพฝีมือดีช่วยถ่ายภาพหมู่ให้เราด้วย ^^

รถลากสองล้อรถเจ๊กบริการนักท่องเที่ยว คนลากรถเจ๊กพานักท่องเที่ยวชมเมือง

จุดท่องเที่ยวในเมืองมัลลิกา

เรือนแพ: ในสมัยก่อนการสัญจรไปมาส่วนใหญ่จะใช้แม่น้ำลำคลอง เนื่องจากถนนหนทางยังไม่ได้มีการพัฒนามากนัก ร้านค้าขายจึงมักตั้งอยู่ตามริมน้ำด้วย

เรือนแพจำลองบรรยากาศริมน้ำสมัยโบราณ

ร้านค้าริมน้ำสไตล์เรือนแพโบราณ

บรรยากาศเรือนแพและคลองในเมืองมัลลิกา

เรือนแพริมคลองจำลองวิถีชีวิตโบราณ

ทิวทัศน์เรือนแพในเมืองมัลลิกา

บรรยากาศริมน้ำเมืองมัลลิกา

รถลากจะส่งเราที่บริเวณ สถานีรถเจ๊ก ที่อยู่บริเวณมุมซ้ายมือ ด้านในสุดเมืองมัลลิกา ที่นี่จะมี แบ้งค์สยามกัมมาจล สาขาปลายสวน เราสามารถแลกเหรียญสตางค์ (เงินรู) ซึ่งเป็นเงินตราที่ใช้กันในสมัยโบราณทั้งอยุธยาและสุโขทัย เพื่อใช้แลกซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และขนมภายในบริเวณเมืองมัลลิกาได้ด้วย โดยอัตราการแลกเงินรู คือ 1 สตางค์ = 5 บาท

สถานีรถเจ๊กและแบ้งค์สยามกัมมาจลจำลอง

เหรียญสตางค์เงินรูสมัยโบราณสำหรับแลกซื้อของ Photo Credit: www.mallika123.com

ใกล้กับเเบ้งค์สยามกัมมาจล คือ โรงครัว อันประกอบด้วย โรงสีข้าว ยุ้งข้าว โรงครัวเตรียม โรงครัวปรุงฯลฯ มีการแสดงวิธีการฝัดข้าว สีข้าว ตำข้าว พร้อมทั้งการหุงข้าวเตากระทะใบบัว

โรงครัวและโรงสีข้าวจำลองวิถีชีวิตโบราณ

การสาธิตฝัดข้าวสีข้าวแบบโบราณ

ยุ้งข้าวและโรงครัวเตรียมอาหารโบราณ การหุงข้าวเตากระทะใบบัวแบบโบราณ

บรรยากาศโรงครัวปรุงอาหารสมัยโบราณ

อุปกรณ์ตำข้าวและสีข้าวแบบดั้งเดิม

บรรยากาศโรงครัวในเมืองมัลลิกา เจ้าหน้าที่สาธิตวิธีทำอาหารโบราณ อาหารพื้นบ้านที่จัดแสดงในโรงครัว บรรยากาศทั่วไปในโรงครัวเมืองมัลลิกา

ลานมะลิ: คำว่า มัลลิกา ตามพจนานุกรมไทยแปลว่ามะลิ ในประเทศไทยมีมะลิมากกว่าร้อยชนิด ที่บริเวณนี้จึงได้มีการรวบรวมมะลิพันธุ์ต่างๆมาไว้ให้ชมกัน

ลานมะลิรวบรวมพันธุ์มะลิหลากหลายชนิด ดอกมะลิพันธุ์ต่างๆ ในลานมะลิ

เรือนคหบดี เป็นเรือนคนมีฐานะ จึงมีพื้นที่กว้างขวางและใหญ่โตกว่าเรือนของชาวบ้านทั่วไปที่เรียกกันว่า เรือนเดี่ยว

เรือนคหบดีบ้านคนมีฐานะสมัยโบราณ สถาปัตยกรรมเรือนคหบดีกว้างขวาง

ภายในเรือนคหบดีจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้

รายละเอียดสถาปัตยกรรมเรือนคหบดี

มุมมองเรือนคหบดีจากด้านนอกบริเวณรอบเรือนคหบดีทางเดินเชื่อมระหว่างเรือนคหบดี

บรรยากาศโดยรวมเรือนคหบดี

เรือนหมู่: เป็นเรือนสำหรับแขกบ้านเเขกเมืองของคหบดีไทย ซึ่งอาจเป็นขุนนางผู้ทรงศักดิ์ หรือคหบดีผู้มั่งคั่งในสมัยนั้น เรือนหมู่นั้นนิยมมีคณะนาฏศิลป์เป็นของตนเอง

เรือนหมู่สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง สถาปัตยกรรมเรือนหมู่ของคหบดี บรรยากาศภายในเรือนหมู่

ในแต่ละวัน จะมีการเเสดงศิลปะรำไทยให้นักท่องเที่ยวได้ชมที่เรือนหมู่นี้ด้วย

การแสดงรำไทยที่เรือนหมู่

นักแสดงรำไทยในชุดโบราณ

การแสดงนาฏศิลป์ไทยให้นักท่องเที่ยวชม นักท่องเที่ยวชมการแสดงรำไทย

ย่านการค้า: เป็นหมู่อาคารที่จำลองร้านค้าต่างๆในสมัยนั้น ซึ่งมีทั้งอาหารคาวหวานและขนมไทยโบราณต่างๆ ที่ปัจจุบันอาจหาทานได้ยาก นักท่องเที่ยวสามารถใช้เงินรูที่แลกมาในการจับจ่ายใช้สอยได้ที่นี่

ย่านการค้าจำลองร้านค้าสมัยโบราณ ร้านขายขนมไทยโบราณในย่านการค้า

อาหารคาวหวานโบราณในย่านการค้า

บรรยากาศย่านการค้าเมืองมัลลิกา

นักท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินรู

หอชมเมือง: จำลองมาจากหอคอยคุก ซึ่งเป็นหอคอยที่ใช้สำหรับตรวจตราป้องกันมิให้นักโทษหลบหนี นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมทัศนียภาพของเมืองมัลลิกาอันสวยงามได้

หอชมเมืองจำลองจากหอคอยคุก บันไดขึ้นหอชมเมืองมัลลิกา ทัศนียภาพเมืองมัลลิกาจากหอชมเมือง วิวมุมสูงเมืองมัลลิกาจากหอคอย

ทิวทัศน์เมืองมัลลิกามุมกว้างจากหอชมเมือง

บรรยากาศเมืองมัลลิกามองจากหอคอยสูง

วิวเมืองมัลลิกาสวยงามจากหอชมเมือง

หอคอยคุกจำลองแลนด์มาร์คของเมืองมัลลิกา

สะพานหัน: ชื่อนี้ถูกใช้เรียกตามลักษณะของตัวสะพานที่สมัยก่อนนั้นจะเป็นไม้แผ่นเดียวพาดข้ามคลอง ปลายข้างหนึ่งตรึงแน่นกับที่ ส่วนอีกข้างจะไม่ตอกติด สามารถจับหันไปมาได้เพื่อให้เรือแล่นผ่านได้ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างใหม่เป็นสะพานโครงเหล็กพื้นไม้ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนทำเป็นแบบสะพานริอัลโตที่นครเวนิซ และที่ปองเตเวกคิโอ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี คือเป็นสะพานไม้โค้งกว้าง สองฟากสะพานมีห้องแถวเล็กๆ ให้ขายของ ส่วนตรงกลางเป็นทางเดิน ซึ่งสะพานนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ชอบเสด็จประพาสเพื่อซื้อผลไม้แห้งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่นลูกพลับแห้ง และผลไม้แห้งต่างๆ นานาชนิด

สะพานหันสะพานไม้โค้งจำลองสมัยรัชกาลที่ 5 ห้องแถวเล็กๆ ขายของบนสะพานหัน บรรยากาศสะพานหันจำลองแบบเวนิซ ทางเดินกลางสะพานหัน ร้านค้าผลไม้แห้งบนสะพานหัน

ทิวทัศน์สะพานหันจากมุมกว้าง

ห้องเล่าเรื่อง: คืออาคารที่มีข้อมูล ภาพถ่าย และสิ่งของในครั้งอดีตจัดเเสดงให้ได้ศึกษาและชม

ห้องเล่าเรื่องจัดแสดงข้อมูลและภาพถ่ายประวัติศาสตร์

บทส่งท้าย

เมืองมัลลิกาอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบ แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและความพยายามในการถ่ายทอดเอกลักษณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเป็นไทยที่มีมาเเต่ครั้งอดีต ไว้ให้อนุชนรุ่นปัจจุบันได้สัมผัสและเรียนรู้… \O_O/