พระธาตุอินทร์แขวน (Kyaiktiyo Pagoda)
1 ใน 5 มหาบูชาสถานอีกแห่งหนึ่งที่ชาวพม่าปรารถนาจะมาสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต.. เจดีย์ไจ๊ก์ติโย (Kyaiktiyo Pagoda) หรือที่คนไทยตั้งชื่อให้ว่า พระธาตุอินทร์แขวน (ในภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Golden Rock Pagoda)
การเดินทางไปพระธาตุอินทร์แขวน ถ้าเริ่มต้นจากเมืองหงสาวดี ใช้เส้นทางหลวงย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์ (Yangon-Mandalay Highway) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงเมาะละแหม่ง (Mawlamyaing Highway) จนถึงเมืองไจ๊ก์โด (Kyaikto) ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร จากเมืองไจ๊ก์โดเลี้ยวซ้ายเข้าถนนท้องถิ่น 15 กิโลเมตรถึง Kin Pun Sakhan (บางคนเรียกว่า คินปูนเบสแคมป์) อันเป็นจุดที่ต้องเปลี่ยนเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ (ที่เรียกกันในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยว่า รถขนหมู) เพื่อเดินทางขึ้นเขาไปยังพระธาตุอินทร์แขวนเป็นระยะทางอีก 15 กิโลเมตร

รถขนหมูขึ้นเขา
หน้าตาของ “รถขนหมู” มีลักษณะเป็นรถบรรทุกหกล้อขนาดกลาง ที่ดัดแปลงกะบะหลังโดยการติดตั้งเก้าอี้นั่งผู้โดยสาร 7 แถว (กำหนดให้นั่งแถวละ 6 คน) โครงสร้างหลังคาและที่นั่งผู้โดยสารทำด้วยสแตนเลส สภาพรถดูใหม่และแข็งแรง เก็บค่าโดยสารคนละ 2,000 จ๊าด (มีที่นั่งในห้องผู้โดยสารหน้ารถอีก 5 ที่ ราคาคนละ 3,000 จ๊าด) รถออกเมื่อผู้โดยสารเต็ม แต่สังเกตดูจากรถที่มีอยู่เป็นจำนวนมากแสดงให้เห็นว่ามีผู้โดยสารเยอะทีเดียวในแต่ละวัน

วันที่เราไปอากาศขมุกขมัวมีเมฆฝน ต้องใส่เสื้อฝนกันแบบนี้

โรงแรมบนเขา
แม้ว่าจากจุดขึ้นรถขนหมูถึงบนยอดเขาจะมีระยะทางเพียง 15 กิโลเมตร แต่เป็นทางขึ้นเขาที่คดเคี้ยวหักศอก มีจุดที่รถต้องจอดรอสองครั้งเพื่อให้รถอีกด้านลงมาก่อน ใช้เวลาเกือบ 50 นาทีกว่าจะถึงจุดหมาย จากจุดที่ลงรถ เราต้องเดินอีกประมาณ 800 เมตรเพื่อไปยังโรงแรมโยโย่เลย์ (Yoe Yoe Lay Hotel) ที่ได้จองไว้

เดินไปได้สักพักก็จะถึงโรงแรม Mountain Top คุณไคน์บอกว่าที่นี่เป็นโรงแรมที่คุณภาพดีที่สุดบนนี้ แต่ข้อด้อยก็คือทำเลของโรงแรมตั้งอยู่ห่างจากพระธาตุอินทร์แขวนไปหน่อย เราจึงต้องเลือกโรงแรม Yoe Yoe Lay ซึ่งทำเลที่ตั้งดีมาก (อยู่ติดกับพระธาตุเลย) แต่ก็ต้องทำใจนิดนึงกับคุณภาพของที่พัก…”O_O”



ด่านเก็บค่าเข้าและทางเดินสู่พระธาตุ
ถัดมาเป็นด่านเก็บค่าเข้าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Foreigner Entrance Fee) คนละ 6,000 จ๊าด
ติดกันเป็นศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว

ทางช่วงแรกๆ จะผ่านชุมชนที่เป็นร้านค้าของคนท้องถิ่น เหลือบเห็นโลโก้ไก่ย่างห้าดาว… มาไกลนะนี่

สำหรับคนที่เดินไม่ไหว ก็เรียกใช้บริการเสลี่ยงวีไอพีได้ด้วย ลืมถามราคามา^^

ระหว่างทางผ่านพระธาตุอินทร์แขวนจำลอง 2 องค์

ตำนานพระธาตุอินทร์แขวน
คุณไคน์พาหยุดแวะที่อาคารหนึ่ง มีรูปภาพและรูปปั้นต่างๆ บอกเล่าตำนานความเป็นมาของพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่า ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาให้แก่เหล่าฤาษีเพื่อนำไปให้พุทธศาสนิกชนสักการะ ฤาษีแต่ละคนต่างก็นำพระเกศาไปบรรจุในเจดีย์ต่างๆ แต่มีฤาษีตนหนึ่งแอบเก็บไว้เองโดยซ่อนไว้ในมวยผม เวลาผ่านไป เมื่อถึงคราวฤาษีต้องละสังขาร จึงได้มอบพระเกศานี้ให้แก่พระเจ้าติสสะและสั่งไว้ว่า จะต้องบรรจุลงในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะของตน เมื่อพระอินทร์ทราบเรื่อง ก็เลยช่วยพระติสสะหาก้อนหินก้อนนี้ โดยนำขึ้นมาให้จากใต้มหาสมุทร แล้วไปวางไว้ที่บนหน้าผา อันเป็นที่มาของ เจดีย์ไจ๊ก์ติโย (Kyaiktiyo ในภาษามอญแปลว่า หินรูปหัวฤาษี) ส่วนคนไทยได้ตั้งชื่อเรียกให้อย่างสอดคล้องว่า พระธาตุอินทร์แขวน..




เดินเข้าเขตพระธาตุ
จากทางเข้าจุดนี้ ต้องถอดรองเท้าเดินเพราะเริ่มเป็นเขตของพระธาตุแล้ว

เดินมาจนสุดทางก็จะถึงบริเวณตัวพระธาตุ ที่ปลายทางด้านนี้จะเห็นป้ายโรงแรม Yoe Yoe Lay มีบันไดทอดลงไปยังชุมชน มีบ้านเรือนอยู่บนไหล่เขาด้านนี้กันเยอะพอสมควร

อาคารด้านซ้ายมือของบันไดทางลงคือโรงแรม Yoe Yoe Lay








บรรยากาศพระธาตุท่ามกลางหมอก
โรงแรม Yoe Yoe Lay ตั้งอยู่ติดกับพระธาตุอินทร์แขวนที่บริเวณทางลงหมู่บ้านด้านทิศตะวันตก นับว่าสะดวกสบายมากในการไปไหว้และเที่ยวชม แต่ห้องพักไม่สู้ดีนัก ต้องทำใจกันนิด.. ถือว่าแลกกัน
ช่วงเวลาที่เราไปนั้นโชคไม่ดีที่บังเอิญเกิดมีมรสุม ทำให้เจอกับสภาพอากาศที่มัวซัว มีหมอกและฝนปกคลุมตลอดเวลา แต่ถ้ามองดีๆ ก็เป็นบรรยากาศที่สวย โรแมนติกไปอีกแบบ เหมือนได้ล่องลอยอยู่บนแดนสวรรค์^^

ภาพเขียนตำนานเจดีย์
ตรงมุมหนึ่งในบริเวณพระธาตุ มีภาพเขียนที่บอกเล่าถึงเรื่องราวตามตำนานของเจดีย์ไจ๊ก์ติโย


เช้าวันรุ่งขึ้น: บิณฑบาตและเดินทางกลับ
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศก็ยังขมุกขมัว ทานอาหารเช้าเสร็จเราขึ้นไปไหว้พระธาตุฯ กันอีกรอบ ก่อนเช็คเอาต์และเดินทางกลับไปขึ้นรถ


มีพระภิกษุออกมาเดินบิณฑบาตยามเช้าเป็นกิจวัตร




ชาวบ้านที่รับจ้างแบกขนกระเป๋า แต่ละคนเห็นแล้วต้องยกย่องในความทรหดอดทน..






ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาไหว้พระธาตุอินทร์แขวนคือประมาณปลายปี ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ทริปนี้เราไม่มีโอกาสได้เห็นพระธาตุอินทร์แขวนในแบบฟ้าใส-สวยงาม แต่ตั้งใจไว้ว่าจะกลับมาใหม่อีกครั้งเมื่อมีโอกาสอย่างแน่นอน…”O_O”
(เครดิตภาพ: www.amicimieiphukettravelagency.com)