แหล่งท่องเที่ยวด้านตะวันตกของโดโลไมท์ที่มีชื่อเสียง นอกจาก Seceda, Alpe di Siusi และ Resciesa ที่เมือง Ortisei แล้ว ยังมีอีกสองแห่งซึ่งอยู่ไม่ไกล สามารถใช้เวลาเที่ยวได้ภายในวันเดียว ได้แก่ ทะเลสาบ Carezza และ หุบเขา Val di Funes
Lago di Carezza
Lago di Carezza (ในภาษาอิตาลี) หรือ Karersee (ภาษาเยอรมัน) คือทะเลสาบอัลไพน์ขนาดเล็กที่มีน้ำสีเขียวมรกตและทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขา Latemar เป็นฉากหลัง ตั้งอยู่สูง 1,520 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความกว้างประมาณ 140 เมตร ยาว 300 เมตร น้ำในทะเลสาบมีความลึกตั้งแต่ 6-22 เมตร ได้รับฉายาจากนักท่องเที่ยวว่า “Rainbow Lake” และ “Fairytale Lake of the Dolomites”

Credit: swedishnomad.com
การเดินทาง: ทะเลสาบ Carezza ตั้งอยู่ห่างจากเมือง Ortisei ไปทางใต้ประมาณ 55 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษๆ ถ้ามาจากเมือง Bolzano ก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น มีที่จอดรถแบบเสียเงินที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ฤดูที่เหมาะสมสำหรับการไปเที่ยวชมคือฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อนในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน โดยเฉพาะในวันที่มีแดดจ้า จะสามารถมองเห็นสีเขียวมรกตของน้ำในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน


ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตั้งอยู่อีกฝั่งของถนนตรงข้ามกับทะเลสาบ เป็นอาคารชั้นเดียวแต่มีขนาดใหญ่ ผนังตกแต่งด้วยไม้สน มีร้านค้า ร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกไว้บริการนักท่องเที่ยวครบครัน

จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สามารถเดินลงบันไดไปยังชั้นใต้ดินของอาคาร แล้วเดินผ่านอุโมงค์ลอดใต้ถนนเพื่อไปยังจุดชมวิวริมทะเลสาบได้




จุดชมวิวมีลักษณะเป็นแท่นไม้ยกพื้นขนาดย่อมๆ บริเวณริมทะเลสาบ นอกจากนี้แล้วยังมีทางที่สามารถเดินเที่ยวลัดเลาะไปได้จนรอบทะเลสาบ






Val di Funes
Val di Funes หรือ Villnöß ในภาษาเยอรมัน เป็นชื่อหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งของโดโลไมท์ตะวันตก อยู่ห่างจากเมือง Bolzano ประมาณ 30 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงเหนือ หรือประมาณ 35 กิโลเมตรทางเหนือของเมือง Ortisei
ที่นี่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเนื่องจากมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ภาพของโบสถ์สีขาวบนทุ่งหญ้ากว้างสีเขียวที่แซมด้วยดอกไม้ ฉากหลังคือยอดแหลมของภูเขาหินปูนของกลุ่มเทือกเขา Odle/Geisler ที่ตั้งตระหง่านตัดกับท้องฟ้าสีสดใส คือสัญลักษณ์ที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาเยี่ยมเยือนที่นี่กันตลอดทั้งปี


พื้นที่ของ Val di Funes ประกอบไปด้วยหมู่บ้านเล็กๆ หลายแห่งเช่น San Giacomo, Valluzza, San Valentino, Santa Maddalena, Colle โดยมี San Pietro เป็นศูนย์กลาง
หมู่บ้าน Santa Maddalena (St. Magdalena) ตั้งอยู่ที่ความสูง 1,339 เมตรจากระดับน้ำทะเล อยู่ห่างจากหมู่บ้าน San Pietro (St. Peter) ประมาณ 3 กิโลเมตร ที่นี่มีจุดถ่ายภาพซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ได้แก่โบสถ์ St. John of Nepomuk in Ranui และโบสถ์ St. Maddalena


โบสถ์ St. John of Nepomuk in Ranui ตั้งอยู่ริมถนนค่อนไปทางปลายของหมู่บ้านด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ จากที่จอดรถบริเวณวงเวียนเดินไปอีกประมาณ 350 เมตรก็จะพบจุดถ่ายภาพที่ริมรั้วด้านนอกบริเวณที่ติดกับถนน (ไม่เสียเงิน)




ที่นี่เป็นโบสถ์ส่วนตัวของเอกชน (เจ้าของโรงแรม Ranui Hof ที่อยู่ติดกัน) สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1744 ถ้าจะเข้าไปชมตัวโบสถ์ต้องเดินเลยไปอีกจนถึงโรงแรม Ranui Hof แล้วหยอดเงิน 4 ยูโรเพื่อเดินผ่านเครื่องกั้นเข้าไป แต่จะชมได้เพียงภายนอกเท่านั้นเพราะโบสถ์ปิด



จากบริเวณโบสถ์มองออกไปด้านริมรั้ว จะเห็นนักท่องเที่ยวออกันอยู่เต็มที่บริเวณจุดถ่ายรูป


เดินเลยโรงแรม Ranui Hof ออกไปอีกเล็กน้อย มีจุดถ่ายภาพที่สามารถมองเห็นวิวของเทือกเขา Odle ได้อย่างชัดเจน



โบสถ์ St. Maddalena เป็นโบสถ์เก่าแก่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1394 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน Santa Maddalena จุดถ่ายภาพจะอยู่บนเนินไกลออกไปจากโบสถ์อีกเล็กน้อย ถนนในละแวกนั้นค่อนข้างเล็ก แนะนำให้เดินเท้าไปจะสะดวกกว่า ภาพจากมุมสูงที่มองเห็นโบสถ์โดยมีกลุ่มเทือกเขา Odle/Geisler เป็นฉากหลัง รับรองว่าสวยงามคุ้มค่าเหนื่อยแน่นอน… \O_O/

ข้อมูลเพิ่มเติม
ข้อมูลเพิ่มเติม: